| chindanai's profile= This is what you get w...PhotosBlogLists | Help |
|
= This is what you get when you mess with us == Protect Me From What I Want = October 01 สิ่งสุดท้าย เคยรู้สึกไหมว่าเวลาผ่านมามีสิ่งที่ดีมากแค่ไหนผ่านเข้ามาในชีวิต มันช่างเหมือนฝัน
ฝันของคนที่ไม่เคยคิดจะฝัน เพราะฝันของฉันมันมีแต่ ตัวเอง ทำเพื่อตัวเอง อยุ่เพื่อตัวเอง
เมื่อฉันพบเธอ ฉันเหมือนได้รับของขวัญที่ดีที่สุดเท่าที่คนอย่างฉันจะได้รับจากอะไรทั้งหมด
เธอช่างเหมื่อนขนนก เธอช่างนุ่มนวล ดูเบาบาง เปรียบเหมือนสายลมที่พัดผ่านร่ายกายเวลาเหนื่อยล้า
เธอสามารถพาฉันล่องลอยไปในที่ๆฉันไม่เคยคิดว่าจะหาเจอ ที่ๆคิดว่าฉันจะหลบพักเหนือยและหลับตาลง
และปล่อยให้เวลาลืมและเผลอที่จะทำร้ายเรา ให้เวลาลืมซะว่าเราไม่เคยเกี่ยวข้องกัน ขอเพียงเสี้ยววินาที
เสี้ยววินาทีที่ฉันจะสามารถจะต่อรองกับเวลาได้ ฉันอยากจะขอแค่อย่าทำร้ายเราเลย... ได้โปรดเถอะ อย่าพึ่งบอกความจริงกับฉัน อย่าเพิ่งผ่านไปเลย ฉันเพิ่งได้สัมผัสสิ่งที่ดีที่สุดที่ฉันเคยมีมา
อย่างน้อยขอฉันกอดและจดจำเสี้ยววินาทีที่กำลังจะผ่านไปนี้ ฉันรุ้ว่าฉันผิดที่เคยคิดจะลืมเรื่องทั้งหมด เพราะคนเรายิ่งมีความสุขมากเท่าไหร่ยิ่งเกลียดชังความเจ็บปวดมากเท่านั้น
ฉันอยากขอโทษที่คิดจะลืมเรื่องหมดเพราะความเจ็บปวดและความทรมาน จนคิดจะลืมสิ่งที่ดีที่สุดและสำคัญที่สุดอย่างเธอไป
หากฉันสามารถต่อรองกับเวลาหรือขอแลกกับสิ่งที่ฉันมีทั้งหมด ฉันจะไม่ขอโอกาสใดๆ . .
ฉันจะไม่ขอย้อนเวลาให้กลับมา . . แต่ฉันอยากจะขอให้ความทรงจำนี้ ติดอยู่กับฉันตลอดไป . . . August 18 She's In Fashionคนบางคนปรับตัวเองตามโลก แต่คนบางคนปรับโลกให้เข้ากับตัวเอง… และโลกก็หมุนได้ด้วยคนอย่างหลัง... ประโยคเด็ดที่ใช้เป็นเนื้อความพาดหัวก่อนจะเข้าเรื่องของป้า วิเวียน เวสต์วูด ซึ่งผมชอบมาก เพราะน้อยคนนักที่จะไปปรับสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตตัวเอง หรือใช้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของการเวียนหมุนไปของสิ่งต่างๆ หากเพื่อนๆ ไม่รู้จักผลงานของเธอผู้นี้ ผมเชื่อว่าอย่างน้อยชื่อของเธอ ก็น่าจะเคยผ่านหูให้สาวๆ ผู้รักการแต่งตัวได้ยินกันมาบ้างล่ะ อย่างน้อยก็เป็นดีไซน์เนอร์ที่มีอิทธิพลต่อการ์ตูนอย่าง Nana ของ อ.ไอ ยาซาวะ มาก ( แฟนอาจารย์ต่างก็รู้ดีว่าเธอคลั่งไคล้แฟชั่นของป้าขนาดไหน ที่ประเทศญี่ปุ่นป้าดังมากและเมื่อ Nana เกิดเป็นกระแสที่บ้าคลั่ง ยิ่งส่งผลให้ชื่อเสียงของป้ากลับมาโด่งดัง และเป็นที่กล่าวขวัญอีกครั้ง ) นิทรรศการ “วิเวียน เวสต์วูด” ที่ TCDC ครั้งนี้ จะพาเราไปรู้จักกับตัวตนของเธอ และถ้าได้เดินสำรวจเบื้องหลังความคิดสร้างสรรค์ของเธอแล้วละก็ เพื่อนอาจจะมองเห็นอะไรบางอย่างที่สะกิดให้คิด ประวัติของ วิเวียน เวสต์วูด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการแฟชั่นว่าเป็นเพียงสาวน้อยที่เกิดในชนชั้นแรงงาน เธอเรียนออกแบบแฟชั่นได้เทอมเดียวก็ลาออก ด้วยเหตุผลที่มองไม่เห็นว่า ชนชั้นอย่างเธอจะไปทำมาหากินอะไรในโลกของแฟชั่นได้ แต่เส้นทางชีวิตก็ทำให้เธอได้เจอคู่หูทางธุรกิจ ร่วมกันเปิดร้านขายเสื้อผ้าอันแหวกแนวแสนประหลาดให้ชาวร็อค พังก์ และพวกมีรสนิยมทางเพศโลดโผน และเมื่อถึงจุดหักเหกับเพื่อนร่วมทาง และกับความคิดของเธอเอง เธอก็หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นแบบฉบับของเธอเอง แน่นอน มันแหกคอกอีกเช่นเคย และเพราะสิ่งที่เธอสร้างสรรค์มาตลอดนี่เอง ที่ทำให้เธอก้าวเข้ามาเป็นเจ้าแม่ในวงการแฟชั่นที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด สิ่งที่เรารู้สึกได้เวลาเดินผ่านเสื้อผ้านับ 150 ชิ้นของเธอ คือความสนุกกับการสร้างสรรค์ ในยุคที่เธอเบื่อกับสังคมฮิปปี้ ความสันติภาพ ดนตรีดิสโก้ เธอก็หันไปออกแบบเสื้อผ้าในแนวพังก์ เสื้อขาดๆ แจ๊กเก็ตหนังปักหมุด เมื่อถึงจุดอิ่มกับพังก์ เธอก็หันไปศึกษาประวัติศาสตร์ เอาแรงบันดาลใจจากศิลปะ มาตัดชุดในแบบที่จะใส่เดินถนนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสุ่มไก่ ชุดชั้นในแบบคอร์เส็ต หรือชุดที่เธอออกแบบมาจากภาพเขียนportrait เสื้อผ้าของวิเวียนอาจดูแปลก ดูบ้า มีแต่คนที่มั่นใจมากๆ เท่านั้นแหละที่จะกล้าใส่ แต่เพราะอาจจะเป็นสิ่งเหล่านี้ก็ได้ ที่เธอต้องการให้คนที่จะใส่มันได้รู้สึก เพราะเธอเชื่อว่า “ชีวิตของคุณจะดีขึ้นมาก ถ้าสวมเสื้อผ้าที่สวยสะดุดตาจนคนต้องเหลียวหลัง”
ประเทศอังกฤษในทศวรรษ 1970 วิกฤตเศรษฐกิจก่อให้เกิดอัตราคนว่างงานที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง หนุ่มสาวชนชั้นแรงงานมากมายพลอยได้รับผลกระทบนี้ไปด้วย พวกเขาเกิดความรู้สึกแปลกแยกจากสังคม ด้วยเบื่อวัฒนธรรมของพวกฮิปปี้ ไม่แยแสคำขวัญประเภท “สันติภาพและความรัก” และทนไม่ได้กับดนตรีดิสโก้ หนุ่มสาวขบถเหล่านี้ปฏิเสธที่จะเดินตามคนรุ่นเก่า และหาทางระบายความคับแค้นใจผ่านดนตรีพังก์ที่มีจังหวะกระแทกกระทั้นและเนื้อหากร่นด่าสังคม วิเวียน เวสต์วูด เป็นเพียงสาวน้อยที่เกิดในชนชั้นแรงงาน เธอเรียนออกแบบแฟชั่นได้เทอมเดียวก็ลาออก ด้วยเหตุผลที่มองไม่เห็นว่า ชนชั้นอย่างเธอจะไปทำมาหากินอะไรในโลกของแฟชั่นได้ แต่เส้นทางชีวิตก็ทำให้เธอได้เจอคู่หูทางธุรกิจ ร่วมกันเปิดร้านขายเสื้อผ้าอันแหวกแนวแสนประหลาดให้ชาว Punk Rock (รวมถึงออกแบบชุดให้ กับวง Punk Rock ระดับตำนานอย่าง Sex pistols อีกด้วย )และ พวกมีรสนิยมทางเพศโลดโผน และเมื่อถึงจุดหักเหกับเพื่อนร่วมทาง(มัลคอล์ม แม็กลาเรน )และกับความคิดของเธอเอง เธอก็หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นแบบฉบับของเธอเอง แน่นอน มันแหกคอกอีกเช่นเคย( ทั้ง2คนทำเสื้อยืดลายคาวบอยหนุ่มมัดผ้าผูกคอให้กัน ส่วนข้างล่างใกล้ชิดแทบจะติดกันอยู่แล้ว ผมคิดว่าน่าจะอยู่ในคอลเลคชั่น bondage (พันธนาการ) อันโด่งดัง โดยแบบของเสื้อยืดตัวนี้เป็นเรื่องอื้อฉาวที่ให้ทั้ง 2 คนถึงกับโดนตำรวจจับ) และเพราะสิ่งที่เธอสร้างสรรค์มาตลอดนี่เอง ที่ทำให้เธอก้าวเข้ามาเป็นเจ้าแม่ในวงการแฟชั่นที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ต่อมา แฟชั่นพังก์ที่เวสต์วูดได้สร้างสรรค์ไว้ได้กระเพื่อมออกไปจนกลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลัก เธอก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ เวสต์วูดค้นหาตัวเองอีกครั้งด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์และศิลปะอย่างจริงจัง เธอดึงรายละเอียดที่น่าสนใจอย่างกระโปรงสุ่มไก่และชุดชั้นในรัดรูปจากอดีตมาใช้ แต่แทนที่จะลอกเลียนมาโดยตรง เวสต์วูดเลือกที่จะนำมาปรับโฉมใหม่และใส่ความแหวกแนวตามแบบฉบับของตัวเองลงไป (นึกถึงคนไทยไหมครับอิอิ) จนได้ผลงานออกแบบที่ไม่เหมือนใคร คุณสมบัตินี้เองที่นำพาให้วิเวียน เวสต์วูดก้าวขึ้นสู่การเป็นดีไซน์เนอร์ชั้นนำของโลกจวบจนปัจจุบัน นิทรรศการ “วิเวียน เวสต์วูด” เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบและพิพิธภัณฑ์ วิกตอเรียแอนด์อัลเบิร์ต สะท้อนให้เห็นพัฒนาการในผลงานสร้างสรรค์ของเธอ ซึ่งแบ่งออกได้เป็นสามยุค ตั้งแต่เสื้อผ้าแนวปฏิวัติในยุค 70 เรื่อยมาจนถึงยุค 80 ที่เธอได้สร้างสรรค์แฟชั่น “นีโอโรแมนติก” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเครื่องแต่งกายในอดีต จนล่วงเข้าสู่ยุค 90 ถึงปัจจุบัน ที่ฝีมือการออกแบบของเธอพัฒนามาจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและได้รับการยกย่องไปทั่วโลก รู้จักตัวตน ความคิด และชีวิตอันน่าอัศจรรย์ของวิเวียน เวสต์วูด ดีไซน์เนอร์ชั้นนำที่มีส่วนหมุนโลกแฟชั่นมากว่า 30 ปี นิทรรศการของ วิเวียน เวสต์วูด จัดตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม - 24 กันยายน 2549 เวลา 10:30-21:00 ณ ห้องจัดแสดงงาน 2, TCDC ชั้น 6 เอมโพเรียม ข้อมูลจาก http://www.tcdc.or.th ถ้ายังพอมีเวลาก็ไปดูกันนะครับ ความคิดสร้างสรรค์ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถ่ายทอดออกมาเป็นเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย บางคนอาจจะเห็นว่าแฟชั่นเป็นสิ่งไกลตัว แต่สุดท้ายแฟชั่นมันก็อยู่ติดกับเราตลอดเวลา แล้วมันก็ล้ำหน้าไปกว่าเราเสมอเสียด้วยสิ เราอาจจะไม่ได้พยายามดึงเข้ามาหา แต่เราก็ไม่มีทางไปฝืนให้แฟชั่นมันหยุดเพื่อรอเราได้หรอกครับ นั่นย่อมแสดงว่าคนที่คิดสร้างสรรค์แฟชั่นเหล่านี้ออกมาได้ เป็นคนเก่ง ที่มีความสามารถไม่ใช่หรือ .... แล้วทำไมเราจะเลือกที่จะไม่ไปทำความรู้จักกับคนเหล่านั้นดูสักครั้ง เมื่อมีโอกาส
จากใจผู้เขียน จากที่ได้รับรู้เรื่องราวมากมายของคุณป้า ทำให้ผมรู้สึกประทับใจมากตั้งแต่วิธีการคิดและวิธีกระทำ มีคนบอกผมว่า ศิลปะนั้นเกิดได้ด้วย 2 วิธี คือ 1.การระบายออก และ 2. ความคิดสร้างสรรค์ แต่ผมว่าป้าทำมันทั้ง 2 อย่างพร้อมกันเลยนะครับ โดยส่วนตัวชอบเสื้อลายคาวบอยมากเลยนะครับคุณป้า เห็นทีไรก็อดตกใจไม่ได้ว่า มีคนกล้าทำแบบนี้ในยุค 70 ด้วยเหรอ แล้วรู้สึกได้ว่าป้าเป็นศิลปินจริงๆ มีการ Back to basic ด้วย ยิ่งเท่เข้าไปใหญ่เลยนะครับ สุดท้ายนี่ไม่รู้จะพูดไรก็ขอขอบคุณป้ามากนะครับ ที่ทำให้วัยรุ่นทั่วโลกตอนนี้ได้รู้จักกำลังนิยมแฟชั่นของป้า แต่ก็น่าเสียดายนะครับที่ วัยรุ่นไทยก็ชอบครับแต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ที่มามันคืออะไร รู้แต่ว่า เฮ้ย!! กูพังค์ เว้ย เฮ้ย!! Emo เว้ย ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ป้าช่วยสั่งสอนพวกเค้าหน่อยนะครับ ถ้าเจอป้าก็จับตีตูดเลยนะครับ แล้วป้าก็บอกไปเลยนะครับว่า ไอ้หนูน้อยทำอะไรแล้วไม่มีเหตุมีผลไม่มีที่มา มันก็คือคนไม่โง่ก็บ้านะไอ้หนู จัดการเลยนะป้า ขอบคุณคุณป้านะครับที่เป็นแรงบันดาลใจให้ อ. Ai yazawa กำเนิด NANA สาวน้อยพังค์ตาหวานที่มีบุคลิกและการแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ ขอบคุณคุณป้านะครับที่ทำให้ ผมเบื่อๆ ไม่มีอะไรทำก็เปิด UBC ช่อง 20 เปิดทีไรเจอช่วงของป้าก็จะเจอแต่สาวสวยๆ นุ่งน้อยห่มน้อย เห็นนี่บ้างเห็นนู่นมั่ง อิอิ ชอบ สุดท้ายของที่สุด ไม่รู้จะให้อะไรและอะไรที่สื่อความรู้สึกของผมถึง ป้าได้จึงทิ้งเพลงนี้ไว้เพื่อเป็นการแสดงสิ่งที่ผมรู้สึกถึงป้าละกันนะครับ ป ล ด้วยรักและคิดถึง Suede - She's In Fashion And she's in fashion Ouh Ouh Ouh And she's in fashion Ouh Ouh Ouh
She's employed where the sun don't set And she's the shape of a cigarette And she's the shake of a tambourine And she's the colour of a magazine [chorus] [bridge] Ah Ah And if she tells you two is one Then two is one my love Ah Ah And if she tells you you should know Then you should know my love She is strung out on a TV dream And she's the taste of the gasoline And she's as similar as you can get To the shape of a cigarette [chorus] [outro] The sunshine will blow my mind And the wind blows my brain
May 30 Everytime We Say GoodbyeHello Goodbye
Hookers' Last Words
คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม?
...บางคนเกิดมาเพื่ออยู่ด้วยกันตลอดไป
...บางคู่ได้อยู่เพียงระยะเวลาหนึ่ง
แต่อีกหลายคนไม่มีเวลาแม้จะอยู่ด้วยกัน...
กาลครั่งนึงไม่นานมานี้ มีเด็กน้อยอยู่คนนึงเถือกำเนิดมาบนโลกใบนี้ มีชื่อว่า Hook เด็กคนนี้ได้รับการประคบประหงมอย่างดี ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง หรือ ญาติและคนที่ได้พบเห็น
Hook เป็นเด็กน่ารัก ดูภายนอกอาจจะธรรมดาเหมื่อนเด้กทั่วไป กระนั้นหากได้ทำความรู้จักกับเด็กคนนี้แล้วจะเห็นถึงความแต่งตากที่ไม่เหมื่อนใคร เด็กคนนี้ค่อยๆเจริญเติบโตขึ้นด้วยการดูแลเอาใจใส่จากทุกฝ่าย พัฒนาการต่างๆที่ Hook แสดงให้เห็นยังความปลาบปลื้มให้กับใครต่อใครเป็นที่สุด อะไรก็ดีขึ้นตามลำดับ
...แต่ เหมื่อนโชคชะตาก็เล่นตลก ขณะที่ Hook กำลังเจริญเติบโต ร่างกายแข็งแรง หน้าตาสดใสขึ้นทุกวัน คุณหมอก็วินิจฉัยพบว่า Hook กำลังติดโรคร้ายชนิดหนึงเข้า ทำให้มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เจ้าโรคร้ายนี้มีไวรัสชนิดรุนแรงและน่ากลัวมาก ทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
ซึ่งไวรัสชนิดนี้มีชื่อว่า ''มาร์เก็ตติ้ง'' อณุภาพของมันรุนแรงและน่ากลัวมาก ยาชนิดไหนก็รักษาไม่ได้ หลังจากนั้น เวลาที่เหลืออยู่ทุกนาทีของ Hook ก็ได้แต่พยายามทำตัวให้เข็มแข็ง เพื่อต่อสุ้กับโรคร้าย .......และแล้ววันนั้นก็มาถึง
น่าเสียดายที่วันข้างหน้าราจะไม่ได้เห็น Hook อีกต่อไปแล้ว
แต่อย่างน้อยที่สุด เวลา 18 เดือนที่อยู่ด้วยกันมา ถึงมันอาจจะไม่นานเท่าไหร่ แต่ 18 เดือนนี้มีแต่ความทรงจำดีๆมากมายเชื่อว่าทั้งผู้อ่านรวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องกับ Hook คงมีความผูกพันหลายเรื่องที่ผิดพลาด เรื่องที่ไม่ถูกใจ อย่างไรก็ตาม 18 เดือนนี้คงเป็นเรื่องที่น่าจดจำว่าครั้งนึง เคยมีนิตยสาร(บ้าอะไรไม่รู้)ที่ลงแต่เรื่องศิลปินประหลาดๆที่ชาวบ้านชาวช่องซึ่งไม่รู้จักกัน แล้วดันทะลึ่งอยู่ได้ปีกว่าๆแนะ..
' เคียงข้างกันไม่นาน แต่คิดถึงกันนานๆ ดีกว่าร่วมทางมายาวนานแต่ไม่นานกลับลืมกัน คงเป็นเพราะฟ้ากำหนดเอาไว้แล้ว Hook นิตยสารดนตรีผู้อาภัพ จึงมีเวลาเพียงเท่านี้...'
In the memory of Hook
(R.I.P)
December 2004 - May 2006
' In the world , Hook is no one
But to someone, Hook is the world'
ประพนธ์ วงศ์ศักดิ์ภักดี
นี่คือข้อความของ คุณ ประพนธ์ วงศ์ศักดิ์ภักดี ซึ่งผมนำมาอ้างอิงในการเขียนครั้งนี้ หนึ่งในนักเขียนของนิตยสารดนตรีที่ชื่อว่า Hook นี่เป็นหนึ่งในข้อความสุดท้ายที่นักเขียนหลายๆคนที่ทำงานให้กับ Hook ที่พวกเค้าจะเขียนให้ผู้อ่านหนังสือ นิตยสารดนตรี Hook เป็นเล่มสุดท้ายก่อนปิดตัวลง
ซึ่งผมจะนำเป็นหัวข้อในการเขียนครั้งนี้ เพราะหลังจากได้อ่านแล้วมันทำให้ผมรุ้สึกไม่ดีเอามากๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นอีกต่อไปเรื่อยๆ ซึ้งมันอาจจะเป็นหัวข้อที่คนอื่นอาจจะนำมาเขียนหลายร้อยหลายพันครั้งแล้วก็ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เหมื่อนน้ำกระทบฝั่ง ที่แป๊บเดียวมันก็หายไป ...แต่มันก้ทำให้ผมต้องขุดมันขึ้นมาพูดอีกครั้งจริงๆ...
บางคนอาจจะคิดว่าการที่หนังสือเล่มหนึ่งกำลังปิดตัวลงมันอาจจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผู้คนเคยอ่านและสัมผัสกับสิ่งที่อยู่ในหนังสือพวกนี้ไหม... ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึงหนังสือดนตรีครับนิตยสารดนตรีสิ่งที่นักเขียนที่กำลังให้กับผู้อ่านของเค้านั้นมันเป็นความรู้สึกที่ไม่น่าปิดตัวลงเลยจิงๆ...
ผมเคยได้ยินคนเค้าพูดกันว่า ''บนโลกใบนี้นั้น ทุกคนล้วนมีอิสระ อิสระที่จะพูด อิสระที่จะทำ และอิสระที่จะรัก'' ผมก็คิดว่ามันคงจิงแต่แค่ครึ่งเดียว มันไม่มีคำพูดหลังจากนั้นนิ... เค้าไม่ได้บอกนิว่าคุณมีอิสระที่จะพูดแล้วใครจะฟัง เค้าไม่ได้บอกอีกนิว่าคุณมีอิสระที่จะทำแล้วใครจะสนใจคุณ และคุณมีอิสระที่จะรักแล้วจะได้ความรักตอบ...
คุณคิดว่า มันเจ็บปวดแค่ไหนที่เราทำสิ่งที่เรารักไม่ได้ มันเจ็บปวดแค่ไหนเมื่อเราอยากพูดแต่พูดไม่ได้ เพราะผู้คนหมู่มากไม่ส่นใจและปฏิเสษมัน สังคมทุกวันนี้กำลังบังคับในการกระทำ ไม่ว่าจะการพูด การอ่าน การเขียน ล้วนแล้วแต่อยู่ในขอบเขตของคนหมู่มากซึ่งเป็นคนออกกฏเกณต่างๆ
ซึ่งมันทำให้ผมเกิดคำถามที่ว่า
'' มันน่าเศร้าเนอะ ที่เราทำร้ายกันโดยไม่รุ้ตัว''
''มันน่าเศร้าจังเมื่อเราเกลียดกันโดยที่เรายังไม่ได้ทักทายกัน ''
''และมันยิ่งน่าเศร้าที่เราฆ่ากันโดยที่ยังไม่ได้รักกัน...''
สำหรับผม ผมคิดว่าทำไมเราต้องขับไล่สิ่งดีๆโดยที่เราไม่รุ้ตัว ทั้งๆที่เรายังไม่ได้สัมผัสมันเลย เรากำลังเอาสิ่งดีๆที่เรามีออกไปห่างจากเราทำไม
แต่ผมก็เข้าใจนะว่าไอเชื้อไวรัสที่ชื่อ''มาเก็ตติ้ง''มันร้ายแรงแค่ไหน สำหรับหนังสือดนตดีๆซักเล่มราคา เล่มละเกือบร้อยอาจจะแพงแต่เนื้อหาของหนังสือนั้นบางเล่ม คุ้มเกินคุ้มจิงๆ
หนังสือที่ 4 สี เกือบทั้งเล่ม มีการแจกรางวัล และ มีหน้าโฆษณาแค่ '' 2'' หน้า แล้วสากลล้วนๆ... แน่นอนครับสำหรับคนหมู่มาก เจ๊งแน่นอนครับ แต่คุณลองคิดเล่นๆนะครับ พวกคุณต้องการเหรอ ?หนังสื้อเล่มล่ะตั้งหลายร้อย 50% เป็นหน้าโฆษณา หรือหนังสือเล่มล่ะตั้งหลายร้อย มีแต่เรื่องชีวิตชาวบ้านรู้เรื่องชาวบ้าน ? คุณได้อะไรไปบ้างครับกับเงินที่เสียไป?
ความสนใจของแต่บุคคลต่างกันก็จริงครับ ความต้องการของแต่ล่ะบุคคลก็ต่างกันไป แต่กับเงินเป้นร้อยที่เสียไปให้กับหนังสือ ผมว่าเนื้อหาและความตั้งใจของผุ้เขียนข้างในสำคัญสุดนะ เงินเกือบร้อยกินข้าวได้เป็น มื้อๆนะ สำหรับผม *-*
ยุคสมัยที่ต่างไปทำให้คนเราเกิดความต้องการสิ่งที่ตัวเองมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น เงิน ชื่อเสียง ยาเสพติด Sex หรือ การยอมรับทางสังคมทุกคนต่างเรียกร้องสิ่งพวกนี้มากจนเกินไป ทำให้เกิดพฤษติกรรมต่างๆที่เราเห็นกันในสังคม มนุษย์พลาสติกก็ถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สิ่งที่เป็นธรรมชาติและเป็นของจริง ค่อยๆจากหายไปจากโลกนี้ที่ละน้อย ทีล่ะน้อย...
ดนตรีแฟชั่น , ดนตรี''มาเก็ตติ้ง'' ก็ถือกำเนิดบนโลกใบนี้อีกมากมายเพื่อที่จะทำให้มนุษย์พลาสติกเหล่านี้ได้ใช้มันกลายเป็นจุดสนใจที่จะนำสิ่งที่น่าสนใจพวกนี้มาใช้ในการทำตัวกลมกลืนเข้าไปอยู่ในฝูงชนเพื่อพูดคุยและแสดงท่าทีเหมื่อนเป็นคนหรือมนุษย์จิงๆ ซึ้งมนุษพลาสติกนั้นจะพูดได้แค่ดนตรีการแต่งกายหรือเรื่องต่างๆซึ้งกำลังนิยมในกระแสแฟชั่นในตอนนั้นได้เท่านั้นคือดนตรีและความรู้หมายเลข 5
ซึ้งมนุษย์พลาสติกพวกนี้ วันๆก็บอกจะทำเพลงและร้องแต่เพลงหมายเลข 5 แต่งตัวและพูดถึงแต่เรื่องราวหมายเลข5 ย้ำไป ย้ำมาอยู่นั้น ซึ้งมนุษย์พลาสติกพวกนี้ไม่สามารถไปเลขอื่นนอกจาก 5 ได้ก็เพราะ พวกมันไม่รู้จักดนตรีและเรื่องราวต่างๆซึ้งมาก่อน ดนตรีและเรื่องราวหมายเลข5 นั้นก็คือดนตรีและเรื่องราวหมายเลข 1 2 3 และ 4 พวกมันจึงไม่รู้วิธีที่จะก้าวไปสู่ ดนตรีและเรื่องหมายเลข 6 7 8 9 และ 10
เมื่อก้าวสู้ยุคใหม่ผู้บริโภคใหม่ๆสังคมใหม่ๆทำให้ผู้คนต่างก็ต้องการสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอโดยที่ผุ้คนเหล่านั้น ลืมและทิ้งสิ่งดีๆทิ้งไปโดยใช้ความต้องการใหม่ๆเหล่านั้นเป็นตัวตัดสินใจ ผมอย่างให้ลองสนใจสักนิดกับสิ่งเล็กๆ สิ่งที่เป็นหัวข้อของการเลือก สิ่งที่เป็นตัวบ่งบอกการตัดสินใจของคุณ ตั้งคำถามให้ตัวเองสักนิดว่า
''เรากำลังทิ้งอะไรไปแล้วมันคุ้มแล้วเหรอที่ทิ้งมันไป''
ก่อนจบการเขียน[ระบายออก]ขอฝากเพลงนี้ไว้กับบทเพลงที่ว่ากันว่าเขียนได้ไพเราะมากที่สุดเพลง 1 เพลงที่ซึ่งอาจเปลี่ยนความคิดของคุณบางก็ได้ อะไรมันจะดีไปกว่า บทเพลงหวานๆเพลงนึงล่ะเนอะ ใช่ไหมพี่ Richard อิอิ เหมื่อนที่ผมเห็นพี่ครั้งแรกที่พี่เดินชนคนและข้ามรถที่มันจอดขวางพี่และร้องบทเพลง ''เพลงนี้'' อยู่อ่ะ และวันนี้ขอยืม ''เพลงนี้''
ของพี่มาใช้อีกครั้งนะ *-* สุดท้ายนี้ขอพูดว่า
''ขอให้บทเพลงแห่งความรักและสันติภาพจงมีชัย'' [อมยิ้มนิดนึง]
[ กดที่ Home แล้วเพลงจะมาเองนะจ๊ะ]
เนื้อร้อง Richard Ashcroft ทำนอง Richard Ashcroft, Keith Richards และ Mick Jagger (1997)
สอง Album ที่ผ่านไปของ The Verve ไม่ประสบความสำเร็จเสียเลยจนกระทั่งเพลงนี้เผยโฉมออกมา
เริ่มต้นด้วย Intro ที่มีกลุ่มเครื่องสาย Orchestra ของ Andrew Loog Oldham โดยเรียบเรียงเสียงประสานเพลง The Last Time ของ The Rolling Stones มาทำใหม่ โดยที่ Richard ใช้เงินไปกับเพลงนี้เยอะมากและก็ทำให้มันดังจนขึ้นทำเนียบคลาสสิคได้ทันที เพลงนี้ขึ้นอันดับ 1 ใน Billboard Chart และติดอันดับ 2 ในอังกฤษ และยังถูกใช้ในโฆษณาของ Nike โดยต้องจ่ายเงินสำหรับเพลงนี้ เป็นจำนวน 700,000 เหรียญสหรัฐฯ. +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Bitter Sweet Symphony
Cause it's a bittersweet symphony, this life
Try to make ends meet Your a slave to money then you die I'll take you down the only road I've ever been down You know the one that takes you to the places where all the things meet yeah No change, I can't change I can't change, I can't change But I'm here in my mold I am here in my mold But I'm a million different people from one day to the next I can't change my mold No, no, no, no, no Well I never pray But tonight I'm on my knees yeah I need to hear some sounds that recognize the pain in me, yeah I let the melody shine, let it cleanse my mind, I feel free now But the airways are clean and there's nobody singing to me now No change, I can't change I can't change, I can't change But I'm here in my mold I am here in my mold And I'm a million different people from one day to the next I can't change my mold No, no, no, no, no I can't change I can't change 'Cause it's a bittersweet symphony, this life Try to make ends meet Try to find some money then you die I'll take you down the only road I've ever been down You know the one that takes you to the places where all the things meet yeah You know I can't change, I can't change I can't change, I can't change But I'm here in my mold I am here in my mold And I'm a million different people from one day to the next I can't change my mold No, no, no, no, no I can't change my mold no, no, no, no, no, I can't change Can't change my body, no, no, no I'll take you down the only road I've ever been down I'll take you down the only road I've ever been down Been down Ever been down Ever been down Ever been down Ever been down That you've ever been down That you've ever been down. +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ March 13 Pandora (คำสัญญาที่ถูกทำลาย)กำเนิดมนุษย์
ตำนานการกำเนิดของมนุษย์นั้นมีอยู่ปรากฏอยู่ในความเชื่อของผุ้คนหลายชนชาติหลายศาสนา แต่ตำนานของกรีกโบราณ โปรมีธิอุสอาสาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยเรื่องพิพาทนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าข้างฝ่ายมนุษย์ ช่วยทำกลอุบายหลอกลวงมหาเทพซีอุส. . .
จากนั้นก็ทวายเทพซีอุสให้เทพซีอุสเลือกและแน่นอนซีอุสก็เลอกส่วนที่น่าดู พอเปิดออกมาก็พิโรษหนัก จึงริบไฟของมนุษย์เป็นการลงโทษ แต่โปรมีธิอุสก็ขโมยไฟจากสวรรค์บรรจุก้านเทียนแกลบลงมาให้ ทำให้เทพซีอุสยิ่งพิโรธหนักขึ้น และสั่งลงโทษโปรมีธิอุสอย่างรุนแรง
โดยจับโปรมีธิอุส ล่ามโซ่ตรวนติดกับชะง่อนผาสูงแห่งหนึ่งบนยอดเขา คอเคซัส ตอนกลางวันให้พญาเยี่ยวตัวหนึ่ง ( บางตำนานว่าแร้ง ) มาไซ้ตับกินทีละน้อยตลอดวัน ตอนกลางคืนก้ให้ตับกลับงอกขึ้นมาใหม่ วนเวียนกันไปเช่นนี้ตลอด (ในตำนานกลาวไว้ว่า โปรมีธิอุส ต้องทรมานยังงี่ถึง สามหมื่นปีถึงจะมีวีรบุรุษ นามว่าเฮรากลีส หรือเฮอคิวลิสจอมพลัง มาฆ่า พญาเยี่ยวตายและปลดปล่อยโปรมีธิอุสเป็นอิสระ)
และเพื่อเป้นการลงโทษมนุษย์ มหาเทพซีอุสจึงให้ทวยเทพช่วยกันเนรมิตมนุษย์ผู้หญิงขึ้นมา 1 คน
มนุษย์ผู้หญิงคนี้ชื่อ แพนโดร่า( Pandora ) แปลว่า ของขวัญจากทวยเทพ. . .( หึ หึ )เนื่องจากถูกเนรมิตขึ้นจากทวยเทพทั้งหลาย นางจึงมีรูปโฉมงดงาม หาที่ติไม่ได้ มีเสน่ห์ มีน้ำเสียงไพเราะ มีจริตกิริยาละมุนละไม นางแพนโดร่าเป็นมนุษย์หญิงคนแรก เพราะแต่ก่อนมีแต่ผู้ชาย มหาเทพซีอุสได้มอบหีบใบนึงให้แก่นาง พร้อมกับกำชับว่า... ห้ามเปิดเด็ดขาด!!!! ด้วยทรงรู้ว่า มนุษย์ผู้หญิงจะมีความอยากรู้อยากเห็นมาก ยิ่งห้ามเหมื่อนยิ่งยุ ( ที่แท้ เทพซีอุสเป้นคนทำให้ผุ้หญิงเป็นงี่นิเอง คงจะโทษพวกเทอไม่ได้ซะล่ะ เฮ้อ เราก็นึกว่าเป็นกันเอง. . . )นางแพนโดร่าก็ตกปากรับคำสัญญา แล้วให้เฮอร์มิส [ เมอคิวรี] พานางแพนโดร่าลงมาที่โลกมนุษย์ และมอบนางให้แก่ เอปิมีธิอุส ( ตำนานกรีกโรมันนี่แปลกๆนะ ผมว่า ตรงที แทนที่จะให้มนุษย์ผู้หญิงคนแรกคู่กับมนุษย์ผู้ชาย กลับให้มนุษย์ผู้หญิงคนแรกคู่กับเทพอย่าง เอปิมีธิอุส )
เอปิมีธิอุสกับนางแพนโดร่าอยู่ด้วยกันจนมีลูกชายบ้าง หญิงบ้าง และลูกหญิงของนางก็มีลูกหลานสืบต่อกันมา อยู่ต่อมา. . .นางแพนโดร่าก็เกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากรู้ว่าหีบที่มหาเทพซีอุสให้มานั้นมีอะไรอยู่ข้างใน จึงเปิดหีบออก!!! (ก็เข้าทางเทพซีอุสซิ) ความชั่วร้ายต่างๆ ที่ถูกบบรจุอยู่ในหีบ อย่างเช่นโรคภัยไข้เจ็บ ความตาย ความเกลียดชัง ความแค้น ความอาฆาตพยาบาท ความดุร้าย ความหลอกลวง ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป้นต้น ต่างโบยบินหนีออกจากหีบไปในอากาศ ( สังเกตดุว่าตำนานที่มีเหตุร้ายกิเลสต่างๆส่วนมากจะมีผุ้หญิงเป็นตัวเชื่อโยงตลอด อย่างเช่น Garden of Eden ตำนานคำสาบที่ลำลือที่สุดก็มีผุ้หญิง หรือ อีฟเป้นตัวต้นเหตุ ที่ละเมิดคำสัญญาของพระเจ้าโดยการที่ละเมิดสิ่งที่พระเจ้าสั่ง คือ ห้ามไปเดินเล่นในสวน และ ความกินผลไม้ในสวนเป็นอันขาด!!! แต่. . . อีฟก็เป็นคนเริ่มและชวน อดัม. . .ในที่สุดก็เป็นเรื่อง. . .) นางแพนโดร่าตกใจมากจึงปิดฝาหีบลง จึงเหลือสิ่งหนึ่งที่ยังอยู่ในหีบนั้นคือ ความหวัง ซึ่งทวยเทพได้บรรจุไว้ก้นหีบให้แก่มนุษย์ด้วยความสมเพช ดังนั้นเมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับสิ่งชั่วร้ายต่างๆ นาน มนุษย์จึงเหลือ ความหวัง เป็นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่หล่อเลี้ยงจิตใจ !! พอความชั่วร้ายทั้งหลายออกจากหีบ มาเพ่นพ่านอยู่เต็มโลก มนุษย์ก็ถูกความชั่วร้ายเข้าสิงสู่ จึงมีจิตใจที่เลวทรามลง ในตำนานเรียกยุคนี่ว่ายุคทองเหลือง ต่อจากยุคทองเหลืองก็เป็น ยุคเหล็ก ซึ่งมนุษย์มีจิตใจที่เลวทรามมากขึ้น
มหาเทพซีอุสเห็นมนุษย์ประพฤติตัวลามก ทำบาปหยาบช้ามากขึ้นทุกที เช่นนั้นก็พิโรธยิ่ง [ทั้งๆเป็นคนที่ทำเอง . .] ตั้งพระทัยว่า จะลงโทษประหารมนุษย์ให้หมดสิ้นโดยการให้น้ำท่วมโลก (เรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกนั้นกล่าวอยู่ในหลายชาติ หลายศาสนา เช่นกัน จึงเชื่อกันว่า น่าจะเคยเกิดน้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้นมาในโลกนี้แล้ว คราวนึง) เมื่อตกลงกันเรียบร้อย มหาเทพก็ทรงบันดาลให้ฝนตกกระหน่ำติดต่อกันอย่างชนิดไม่ลืมหูลืมตา เป็นเวลาหลายวัน และเทพโปไซดอนผู้เป็นเจ้าสมุทรก็บันดาลให้น้ำทะเลสูงขึ้นช่วยหนุนอีกแรง
น้ำท่วมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกที่ต่างล้วนจมหายไปกับกระแสน้ำที่เชียวกราก ยกเว้น ยอดเขาพาร์ราซัส ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศกรีซแห่งเดียวเท่านั้น บนยอดเขานี้ มีสามีภรรยาคู่หนึง หนีน้ำท่วมขึ้นไปอาศัย สามีชื่อ ดิวเคเลียน ( Deucalion ) เป็นบุตรของโปรมีธิอุส ส่วนภรรยาชื่อ ไฟราห์ ( Pyreeha) เป็นธิดาของเอปิมีธิอุสกับนางแพนโดร่า ทั้ง 2 เป็นคนดีมีศีลธรรม เมื่อเทพซีอุสเห็นว่าทั้ง 2 คน ที่ยังเหลือเป้นคนดีจึงมีเทวโองการให้ฝนหยุดตก และเทพโปไซดอนก็ สั่งให้ น้ำลดลง พอน้ำลดทั้ง 2 สามีภรรยา จึงลงจากเขา ทั้ง 2 เห็น ซากปรักหักพัง ร้างผู้คน ก็สลดใจจึงชวนกันเสี่ยงทายขอคำแนะนำจากเทพเจ้าวิหาร เดลฟี ซึ่งเป็นที่เดียวที่ไม่โค่นล้มด้วยกระแสน้ำ เทพเจ้าก็ให้คำแนะนำว่า ให้ใช้ก้อนหินโยนลงเบื้องหลัง ทั้ง2จึงทำตามความหมายที่แปลได้นั้น โดยต่างเดินลางเก็บก้อนหินโยนไปข้างหลังพลาง ก้อนหินที่โยนลงไปได้กลายเป็นมนุษย์ผู้ชาย ส่วนก้อนหินที่ภรรยาโดยนก้กลายเป้นมนุษย์ผู้หญิง มนุษย์ จึงเกิดขึ้นมาครั้งใหม่ด้วยวิธีนี้ ต่อมาดิวเคเลียนกับนางไพราก็มีบุตรชายด้วยกัน 1 คน ชื่อ เฮลเลนซึ่งต่อมาได้ใช้ชื่อนี้เป็นชื่อเรียกชนชาติกรีกโบราณทั้งมวลด้วย
เมื่อคำสัญญาไม่มีความหมาย. . . เมื่อคำสัญญาที่ให้ไว้ถูกทำลาย. . . เมื่อเทอกล้าเสี่ยงที่จะทำมัน. . . คำสัญญานั้นมันก็พร้อมที่จะทวงสัญญาของมันคืน. . .
[กดที่Homeเพลงจะมาเองนะ]
Broken Promise A broken promise, I'll wait my turn, I'll cry about this, I'll wait my turn, And this is a promise - And I'll wait my turn, A broken promise, ![]() February 13 อาโดนิส [Adonis] ''ตำนานแห่ง ดอกกุหลาบ '' ดอกกุหลาบนั้น ถูกถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของการ''บอกรัก'' โดยมีตำนานเล่าขายกันมาแต่โบราณ หนึ่งในตำนานที่เล่าข่านกันนั้นคือ.
เรื่องราวของ อาโดนิส ชายหนุ่มผู้มีความงามเลอเลิศที่ปรากฏอยู่ใน ตำนานกรีก - โรมัน เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งเทพวีนัส[เทพแห่งความงามและความรัก]ได้พบต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งกำลังจะโค่นลง ด้วยความสงสัย วีนัสจึงรอดูอยู่จนกระทั่งต้นไม้นั้นโค่นลงเมื่อต้นไม้นั้นโค่นลง ก็ได้พบกันเด็กชายคนนึงอยู่ในลำต้นไม้ เด็กชายคนนั้นมีหน้าตาน่ารัก น่าเอ็นดูมาก วีนัส จึงให้ชื่อว่า .... อาโดนิส [ Adonis ] และได้นำอาโดนิสไปฝากไว้กับพระนางเพอร์ซิโฟเน่ เทพีแห่ง ยมโลก มเหสีของฮาเดส เทพแห่งยมโลก เมื่ออาโดนิสเจริญวัยขึ้น ก็กลายเป็นหนุ่มน้อยแสนสวยเป็นสัญลักษณ์แห่งความเยาวลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ ... ไม่ว่าอาโดนิสย่างเท้าไปที่ไหน โลกก็จะตื่นขึ้นมาตอนรับความงามของเขา.... ดอกไม้จะพากันบาน นกร้องเพลงเริ่งร่า และ ผีเสื้อจะบินตามว่อน..
อาโดนิสเองก็ชมชอบธรรมชาติ รักป่าเขาลำเนาไพร และชอบกีฬาล่าหมูป่าเป้นอย่างยิ่ง พอวีนัสมาพบเห็นเด็กหนุ่มน้อย อาโดนิสเข้าอีกครั้ง เทพีแห่งความรักก็หลงรักเจ้าหนุ่มน้อยเข้าอย่างเต็มเปา ชนิดถอนตัวไม่ขึ้น
วีนัสจึงคิดจะทวงอาโดนิสคืนจาก พระนางเพอร์ซิโฟเน่แต่พระนางเพอร์เซโฟเน่ [ซึ่งหลงรัก อาโดนีสเช่นกัน] ไม่ยอมคืนให้ สองเทพก็เลยทะเลาะกันเป้นใหญ่ จนกระทั่งเรื่องรุ้ไปถึงจอมเทพซีอุส จอมเทพจึงยุติศึกชิงหนุ่มครั้งนี้โดย การให้ หนุ่งปีเจ้าหนุ่มจะได้อยู่กับเทพีวีนัสครึ่งปี แล้วไปอยู่กับเทพีเพอซิโฟเน่อีกครึ่งปี สลับกัน
การที่อาโดนิสได้เป็นสุดสวาทของเทพีวีนัสนั้นได้สร้างความไม่พอใจแก่ เทพสงครามอาเรส [มาร์ส หรือ พระอังคารของฝรั่ง] เป็นอย่างมาก เนื่องเพราะว่าอาเรสก้คือหนึ่งในจำนวนชู้รักมากมายของวีนัสและเป้นชู้ค่อนข้างออกหน้าออกตาด้วย [แถมยังมีพยานรักมากมายหลายองค์ ที่รู้จักกันดีที่สุดก็เห้นจะเป็น คิวปิด กามเทพแห่งความรักด้วย] อาเรสเกิดความอิจฉาขึ้นมาในหัวใจ แต่ไม่มีโอกาศเล่นงานอาโดนิสเหมาะๆซักที [อาเรสหรือมาร์คนั้นเป็นเทพที่มีนิสัยดุร้ายและโหดเหี้ยมเนื่องจากเป็นเทพแห่งสงครามซึ่งชาวโรมัน นับถือมากๆซึ่งต่างจากชาวกรีกเพราะว่าชาวกรีกไม่ชอบสงครามและ รักความสงบ ปรัชญา และ ศิลปะเป็นที่สุด] เพราะหกเดือนที่อาโดนิสขึ้นมาอยู่บนพื้นโลก ก็มีเทพีวีนัสค่อยดูแลไม่ห่าง และ อีกหกเดือนก็อยู่ในแดนยมโลกกับเพอซิโฟเน่ดูแลจะลงไปเล่นงานก็ไม่ถนัดเพราะไม่ใช่ถิ่นตัวเอง ทำให้อาเรสหงุดหงิดไม่น้อย จะอย่างไรก้ตามในที่สุด โอกาศก็มาถึงมือผู้เฝ้าคอยอย่างอาเรสจนได้!!!
ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า...อาโดนิสชมชอบการล่าหมูป่ามากหกเดือนที่อยู่บนพื้นโลกจึงไม่พลาดออกไปล่าหมูป่าบ่อยๆ วีนัสซึ่งเป้นห่วงเป็นใยเจ้าหนุ่มแสนสวย ก็พยายามตามติดชนิดถึงไหนถึงกัน ด้วยเกรงว่าเจ้าหนุ่มจะได้รับอันตรายจากหมูป่าที่ดุร้ายขนาดเสื้อยังหลีกทางให้ แต่วีนัสเป้นเทพแห่งความรักและความงาม ซึ่งการที่ตามไปดูอาโดนิสล่าหมูป่าจึงไม่ถนัดนัก และพอวีนัสเผอเรอ ปล่อยให้อาโดนิสคลาดสายตาไปเพียงประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เหตุร้ายก็เกิดขึ้น!! อาเรสเทพสงครามผู้พกความริษยาอยู่เต็มหัวใจ ก็ส่งหมูป่าตัวหนึ่งมาขวิดอาโดนิสหนุ่มน้อยแสนสวยจนถึงแก่ความตาย!!
กว่าวีนัสจะมาถึงก็พบเพียงร่างที่โชกเลือดของชู้รักเท่านั้น!
ด้วยความอาลัยรัก....น้ำตาของเทพีแห่งความงาม''ผู้มีความงามที่สุดบนสรวงสวรรค์ ได้หยดลงผสมผสานกับหยาดเลือดสีแดงสดของหนุ่มน้อย''ผู้ซึ่งสวยที่สุด''ของโลกมนุษย์ เมื่อทั้งสองสิ่งนี้ตกต้องพื้นดิน ณ ที่ตรงนั้นได้มีต้นไม้ชนิดหนึ่งงอกเงยขึ้นมา ออกช่อดอกที่งดงามด้วยกลีบสีแดงดั่งเลือดของชายหนุ่มที่สวยที่สุด ดอกไม้นั้น ก็คือ.... ดอกกุหลาบ!! ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงชู้รักที่จากไป...วีนัสจึงประสาทพรว่าให้ ''ดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความรัก'' ดังนั้นดอกกุหลาบก็คงเปรียบเสมื่อน 2 สิ่งที่สวยงามที่สุดบนโลกใบนี้มารวมกัน ดอกกุหลาบก็คงเป็นตัวแทนของ''ความรักและความตายที่ซึ่ง2สิ่งมารวมกัน''
[กดที่Homeแล้วเพลงจะมาเองนะครับ] H.I.M - When Love And Death embrace I'm in love with you And it's crushing my heart All I want is you To take me into your arms When love and death embrace I love you And you're crushing my heart I need you Please take me into your arms When love and death embrace When love and death embrace When love and death embrace When love and death embrace January 04 Starry Night หลังจากปี 2005 ผ่านไปหลายชีวิตคงมีสิ่งแปลกใหม่เข้ามาในชีวิตหลายคนก็ยังคงเจอแต่สิ่งเดิมๆ เสียงของผู้คนในวันสิ้นปีคงอยู่ในความทรงจำของหลายๆคนเสียงที่ได้ยินอาจจะเป็นเสียงแห่งความสุขแต่สำหรับบางคนอาจจะเป็นเสียงที่ทำให้เกิดความทุกข์ก็เป็นได้
หลังจากสิ้นปี 2005 ผ่านไปทำให้เกิดคิดย้อนกลับไปว่าได้เกิดอะไรและผ่านอะไรมาบ้างสิ่งที่ได้ทำและสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ หลังจากได้ยินเสียงของผู้คนในวันสิ้นปีทำให้ความรู้สึกเก่าๆและความหลังหลังมันรู้สึกตัวขึ้นมา เสียงของดอกไม้ไฟแสงของดอกไม้ไฟทำให้เห็นภาพของความทรงจำ เหมื่อนเป็นเศษเสี้ยวของความทรงจำราวกับแสงจากโคมไฟในยามค่ำคืนเหมื่อนเป็นแสงที่คอยส่องแสงให้เห็นตัวตนของเราในยามที่เราต้องการมัน
เวลาที่ผ่านไปทำให้คนเรารู้จักตัวตนของตัวเองมากขึ้นทำให้เรารู้สิ่งที่ตัวเองต้องการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ความฟุ่มเฟื่อยต่างๆ Sex ยาเสพติด หรือสายตาจากเพศตรงข้าม สิ่งเหล่านี้มันก็เหมื่อนกับพลุหรือดอกไม้ไฟที่เราใช้ในการฉลองวันแห่งความสุขของคนเรา ตอนจุดเวลาที่มันกำลังพุ่งขึ้นฟ้ามันช่างน่าตื่นเต้น ยิ่งเวลาที่มันส่องแสงกลางอากาศเสียงของมันช่างดึงดูดความสนใจเหลือเกิน มันช่างน่าสนใจเหลือเกินมันช่างสวยงามและตราตรึงใจเหลือเกิน
แต่. . . . .
มันช่างน่าเศร้านักเมื่อมันช่างผ่านไปไวเหลือเกิน ระยะเวลาของมันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วซะเหลือเกิน มันทำให้คนที่เห็นมันยังคงหลงไหลและคงอยากสัมผัสมันอยู่ การที่มันระเบิดบนท้องฟ้ามันสวยงามมากแต่หลายคนคงไม่รู้หลังจากที่มันถึงจุดๆนึง ในยามที่มันขึ้นสู่จุดสูงสุดและสวยงามที่สุด มันช่างไรค่ายามไม่เหลืออะไรในตอนที่มันหายไปอย่างรวดเร็ว แสงไฟเหล่านี้ก็สวยเมื่อถูกมองโดยสายตามนุษย์เพราะมนุษย์เป็นคนสร้างอารมณ์และความรู้สึกด้วยตัวเอง ถ้าเป็นสัตว์มันคงตกใจและหนีกันแทบไม่ทัน ยังไงๆแสงพวกนี้ก็มีค่าไม่เท่ากับอารมณ์และความรู้สึกของคนเราได้หรอก ยังไงๆมันก็ไม่มีทางสวยเท่าค่าของความรู้สึกได้ แต่ก็ใช่ว่ามันจะไร้ค่าเสมอไปบางทีมันก็ทำให้คนเรานึกถึงอะไรบางอย่างได้เหมื่อนกัน
แสงไฟในวันนั้นทำให้ทำให้นึกถึงดวงไฟในภาพๆหนึ่งซึ่งมันเป็นแสงไฟที่น่าพิศวง แสงไฟของดวงดาวในภาพช่างกลมกลืมกับแสงของท้องฟ้าในยามค่ำคืน ภายใต้แสงของดวงไฟต่างๆส่องลงไปถึงเมืองอันเงียบสงบที่อยู่บนพื้นดิน ดังเพลง Don McLean - starry night vincent ที่สื่อถึงภาพวาด starry night ของ van gogh ได้อย่างสวยงามและไพเราะจนทำให้คนฟังนึกถึงภาพ starry night ในยามค่ำคืนที่แสนสงบได้ดีมากจิงๆ ส่วนตัวแล้วชอบเพลงนี้มาก ๆ ฟังแล้วนึกถึงภาพ starry night ของ van gogh ได้ทุกสัมผัสเลย
เป็นแฟนอิมเพรสชั่นนิสอยู่แล้วด้วย วันเก่าผ่านไป วันใหม่ยอมเข้ามา แต่เวลาคนเราเดินไปข้างหน้าคนๆนั้นย่อมทิ้งบางสิ่งไว้ข้างหลังเสมอ ดังนั้นเราก็ควรจะรู้ว่าเราจงใจลืมหรือตั้งใจทิ้งอะไรไว้ข้างหลังโดยที่เราไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดีสำหรับเรารึป่าว
'' คุณลืมอะไรไว้ข้างหลังรึป่าว''
[กดที่ Home เพลงจะมาเอง ถ้ายังไม่มาให้กดPlay ] Vincent (Starry, starry night)
เนื้อร้องและทำนองโดย Don Mclean (1971)
หลังจากประสบความสำเร็จจากเพลง American Pie ครูประถมศึกษาอย่าง Don Mclean ก็คิดหนักว่าเพลงต่อไปที่จะทำหลังจากนี้ควรจะเป็นเพลงอะไรดี จากความประทับใจในชีวิตและผลงานของ Vincent Van Goh ศิลปิน Impressionist ชาว Netherland Mclean ก็เลยแต่งเพลงนี้ขึ้นมาเพื่อสะท้อนถึงชีวิตศิลปินในดวงใจ บทเพลงนี้จึงเป็นตัวอย่างของผลงานที่ถ่ายทอดชีวิตบุคคลที่สำคัญได้ดีอีกเพลงหนึ่ง.เพลง Vincent นี่แต่งขึ้นเพื่อหนังเรื่อง Lust for Life ด้วย เป็นหนังเก่าตั้งแต่ปี 1959 แสดงโดย เคิร์ก ดักลาส พ่อของไมเคิล ดักลาส
หนังเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินไทยหลายๆคน อย่างถวัลย์ ดัชนี หรือ ประเทือง เอมเจริญ +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Vincent Starry, starry night. Paint your palette blue and grey, Look out on a summer's day, With eyes that know the darkness in my oul. Shadows on the hills, Sketch the trees and the daffodils, Catch the breeze and the winter chills, In colors on the snowy linen land. Now I understand what you tried to say to me, How you suffered for your sanity, How you tried to set them free. They would not listen, they did not know how. Perhaps they'll listen now. Starry, starry night. Flaming flowers that brightly blaze, Swirling clouds in violet haze, Reflect in Vincent's eyes of China blue. Colors changing hue, morning field of amber grain, Weathered faces lined in pain, Are soothed beneath the artist's loving hand. Now I understand what you tried to say to me, How you suffered for your sanity, How you tried to set them free. They would not listen, they did not know how. Perhaps they'll listen now. For they could not love you, But still your love was true. And when no hope was left in sight On that starry, starry night, You took your life, as lovers often do. But I could have told you, Vincent, This world was never meant for one As beautiful as you. Starry, starry night. Portraits hung in empty halls, Frameless head on nameless walls, With eyes that watch the world and can't forget. Like the strangers that you've met, The ragged men in the ragged clothes, The silver thorn of bloody rose, Lie crushed and broken on the virgin snow. Now I think I know what you tried to say to me, How you suffered for your sanity, How you tried to set them free. They would not listen, they're not listening still. December 26 Silent Night เมื่อปีที่แล้วมีเหตุการที่โลกไม่มีวันลืม คืนที่ตรงกับวันสำคัญของคนแทบทั้งโลกวันที่หลายๆคนคงไม่มีวันลืมกับความเจ็บปวดแสนสาหัสทั้งๆที่มันควรจะเป็นวันที่แสนสุขของคนหลายๆคน คนที่รอดชีวิตจากเหตุการนี้ก็เสมือนถูกลากชีวิตอีกครึ่งนึงลงไปสู่ก้นของท้องทะเลที่แสนโกรธเกรี้ยว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้คงอยู่ในความทรงจำของคนหลายคนจนกระทั่งวันสิ้นลมหายใจ...
ถึงแม้วันเวลาจะผ่านไป 1 ปี 1ปีเต็มๆที่หลายคนต้องการให้ความเศร้าและความเสียใจไหลไปตามน้ำตาและสายเลือด จากนั้นจนถึงวันนี้สิ่งที่หลายๆคนอธิษฐานหวังให้มันเป้นเพียงแค่ฝันร้ายฝันร้ายในคืนที่ทุกคนน่าจะมีความสุข แต่มันคือความจริงที่ทุกคนต้องยอมรับและใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไป. . .
สิ่งที่เราหวังก็คือ หวังว่าพวกเค้าเหล่านั้นจงเข้มแข็งและมีชีวิตอยู่ต่อไป. . . บทเพลงนี้คงเป็นบทเพลงที่ทำให้หลายๆคนเข้าใจถึงบางอย่าง สิ่งบางสิ่งบางอย่างที่หลายๆคนต้องการ นั้นอาจจะเป็นเพียง '' ค่ำคืนที่สงบสุข ค่ำคืนที่เต็มไปด้วยสัมผัสจากสายลมอุ่นๆในค่ำคืนที่แสนหนาวแนบก็เป็นไปได้..''
บทเพลงนี้ขอมอบให้กับเพื่อนมนุษย์ทุกคนที่อยู่บนโลกใบนี้ เวอชั่นนี้เป็นเสียงของ Damien Rice ศิลปินที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์ น้ำเสียงที่ไพเราะแต่แผ่งไปด้วยความเหงา สีหน้าที่ชวนให้สงสัย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยคำถาม [สำหรับผมนะ] จากนี้ไปขอให้วันนี้และถัดไปจากนี้คือวันที่เงียบสงบและค่ำคืนที่มีความสุขของคนหลายๆคน ขอให้พระผู้เป็นเจ้าทรงยิ้มให้พวกท่านทุกคนและมีความสุขในวัน คริสมาสและปีใหม่ [กดที่Homeแล้วรอมันโหลดเพลงจะมาเองนะ]
Silent Night
เนื้อร้อง Joseph Mohr ทำนอง Franz Gruber (1818)
เพลงคลาสสิคของเหล่าคริสตชนเพลงนี้ กำเนิดขึ้นในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของประเทศเยอรมัน เมื่อวันหนึ่งออร์แกนของโบสถ์เกิดเสีย
หลวงพ่อกับนักเล่นออร์แกนประจำโบสถ์จึงได้ร่วมกันแต่งเพลงนี้ขึ้นให้ชาวบ้านร้องเพลงกันไปพลาง ๆ ก่อน แต่ต่อมาเกิดได้รับความนิยมไปทั่วประเทศ ขยายไปทั่วยุโรป และได้ถูกดัดแปลงเป็นภาษาอังกฤษและโด่งดังไปทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้. +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Silent nacht Silent nacht, heilige nacht! Alles schlaft, einsam wacht Nur das traute, hoch heilige paar. Hoder knabe im lockigen haar, Schlaf in himmlischer ruh! Silent night
Silent night, holy night, All is calm, all is bright Round yon virgin mother and child. Holy infant so tender and mild, Sleep in heavenly peace. Sleep in heavenly peace... +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ |
||||||||||
|
|